6 ตุลา ฆ่า แล้ว ครอบ

6 ตุลา ฆ่า แล้ว ครอบ

https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2946573


6 ตุลาฆ่าแล้วครอบ
 
6 ตุลาฆ่าแล้วครอบ

6 ตุลาฆ่าแล้วครอบคอลัมน์ ใบตองแห้ง

6 ตุลาฆ่าแล้วครอบ – 43 ปี 6 ตุลา นอกจากเตือนสติว่า การให้ร้ายป้ายสี ปลุกความเกลียดชัง ทำลายคนเห็นต่าง ยังไม่หายไปไหน เป็นวิธีการเดิมๆ ที่ใช้อยู่ตลอด เพื่อรักษาอำนาจของเครือข่ายอนุรักษนิยม

6 ตุลา 2519 ยังเป็น “ตลกร้าย” ในแง่ที่เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งถูกลืม ถูกปิดบังไว้หลายสิบปี คนรุ่นถัดมาแทบไม่รู้ว่าเคยมีการเข่นฆ่าอย่างโหดร้าย กลางเมืองไทยเมืองพุทธ เห็นแต่บ้านเมืองสงบสุข ก็คิดว่าเป็นเพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมี “เมตตาธรรม”

จนกระทั่งมาเกลียดนักการเมือง เกลียดแม้ว เกลียดม็อบเสื้อแดง ออกใบอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงปี 53 แล้วช่วยกันบิ๊กคลีนนิ่ง จึงรู้ว่าอ้าว บรรพบุรุษไทยก็เคยทำมาแล้วที่สนามหลวง

ว่าที่จริง การ “ฆ่าแล้วสวด” คือกำจัดเ ยนหนามอย่างโหดร้าย อยุติธรรม ยึดอำนาจได้แล้วสอนศีลธรรม ก็ทำกันมาทุกยุคสมัย เช่น ใส่ร้าย อ.ปรีดี รัฐประหาร 2490 ยิงทิ้ง 4 อดีตรัฐมนตรี จนรัฐประหาร 2500 ที่เพิ่มคำอวดอ้างว่าเผด็จการทำให้น้ำไหลไฟสว่าง

เพียงแต่หลัง 6 ตุลา อาจซับซ้อนหน่อย เพราะรัฐบาลหอยโดน พล.อ.เกรียงศักดิ์รัฐประหารซ้อน แล้ว พล.อ.เกรียงศักดิ์โดนยังเติร์กโค่น ชู พล.อ.เปรมมาเป็นผู้นำประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่ทำให้สังคมไทยดูดีขึ้น จนบางคนปลาบปลื้มไม่อยากเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ

หารู้ไม่ว่ามันเป็นพัฒนาการต่อเนื่องกัน คือหลังเผด็จการทหารยาวนาน เกิด 14 ตุลา 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบาน ที่ไม่ได้หมายความแค่การเลือกตั้ง แต่เกิดสหพันธ์ชาวนา เรียกร้องให้ลดค่าเช่า เกิดสหภาพแรงงาน เรียกร้องค่าแรงสวัสดิการ เกิดการเคลื่อนไหวของนักเรียน ที่ไม่ต้องการให้ครูบังคับเสื้อผ้าหน้าผม ขณะที่ประชาชนก็ตื่นตัว ไม่ยอมรับว่าข้าราชการทหารตำรวจเป็น “เจ้าคนนายคน” อีกต่อไป

6 ตุลา “ขวาพิฆาตซ้าย” แต่ความเป็นจริง ขบวนการนักศึกษาไม่ได้เกิดจากฝ่ายซ้าย ความคิดเรื่องเสรีภาพประชาธิปไตย ได้อิทธิพลจากยุโรปอเมริกา ยุคซิกซ์ตี้ ยุคบุปผาชน ต่อต้านสงครามเวียดนาม การเดินขบวนของนักศึกษาฝรั่งเศส ฯลฯ

จนระยะหลังที่ร่วมเรียกร้องกับกรรมกรชาวนา ขบวนการนักศึกษาจึงเริ่มมีอุดมการณ์สังคมเป็นธรรม มีแนวโน้มไปสู่สังคมนิยม แต่ถ้าไม่เกิดการเข่นฆ่า ก็คงไม่มีใครเข้าป่าจับปืน

ชนชั้นนำอนุรักษนิยมไม่สามารถรับมือกับความตื่นตัวของประชาชนได้ ทั้งกระแสประชาธิปไตย กระแสสังคมนิยม ความหวาดกลัวประเทศไทยจะกลายเป็นโดมิโน ต่อจากอินโดจีน จึงก่อการเข่นฆ่า ซึ่งชัดเจนว่าจงใจ ไตร่ตรองไว้ก่อน เอาถนอมบวชเณรเข้ามาจุดชนวน แม้ไม่เกิดการแต่งภาพละครแขวนคอ ก็จะหาเหตุอื่นอยู่ดี

รัฐประหาร 6 ตุลา ไม่เพียงฆ่าคนอย่างโหดร้าย ยังต้องการ “ฆ่าความคิด” ไม่ว่าความคิดเรื่องความเป็นธรรม การเรียกร้องสิทธิต่างๆ ไปจนความคิดเสรี อย่างที่โลกตะวันตกยุคนั้นเปิดกว้าง เสรีภาพ เสมอภาค ทางเพศ ผิว ชาติพันธุ์ การฟอกล้างความคิดความเชื่อเก่าๆ ศาสนา พิธีกรรม

พูดอีกอย่าง ชนชั้นนำอนุรักษนิยมในยุคนั้นไม่ใช่เพียงกลัวคอมมิวนิสต์ แต่ยังกลัวความคิดใหม่ๆ ในยุค “แสวงหา” ของโลกตะวันตก ซึ่งเป็นอันตรายไม่น้อยไปกว่ากัน

หลังจากเข่นฆ่า รัฐประหาร ปิดกั้นความคิดใหม่ ฟื้นความคิดจารีต ปูพรมผ่านระบบการศึกษา และกลไกวัฒนธรรม จนควบคุมสมองคนไทยได้ ก็พอดีโลกเปลี่ยน ทางการเมืองเริ่มหมดยุคสงครามเย็น ทางเศรษฐกิจเข้าสู่เสรีนิยมใหม่ ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิต ทำให้ไทยโชติช่วงชัชวาล

คนชั้นกลางไทยเติบโต เข้าสู่ระบบการศึกษาแบบเร่งรีบ ไม่ต้องคิดอะไรมาก จบมหาวิทยาลัยวัยหวานก็ออกมาทำอาชีพ ซื้อรถ ผ่อนบ้านจัดสรร แบบบ้านแทบจะเหมือนกัน ดูละครหลังข่าวเรื่องเดียวกัน อยู่ใต้แบบแผนความคิดเดียวกัน ขณะที่อำนาจอนุรักษนิยมหลังตั้งหลักได้ ก็เปิดรับความคิดใหม่ที่ไม่เป็นภัย เช่น การยอมรับเพศที่สาม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง รู้จักเข้าคิว ฯลฯ กลายเป็นบุญคุณอีกต่างหาก

ปัดโธ่ ขนาดรัฐประหาร 2534 ยังรู้จักอุทิศวิทยุทหาร จส.100 ให้เป็นสื่อจราจรของคนกรุง

นั่นคือวิธีการของอำนาจอนุรักษนิยมในอดีต ฆ่าทิ้งก่อน ใช้อำนาจกวาดล้างก่อน แล้วครอบงำสังคมอย่างแยบคาย อาศัยวัฒนธรรมอ่อนละมุน ทำให้คนชั้นกลางรุ่นหลัง 6 ตุลากลายเป็น neocon

คำถามคือ อำนาจอนุรักษนิยมในปัจจุบันจะทำอย่างไร

99 ศพก็ฆ่ามาแล้ว รัฐประหารก็อยู่นาน 5 ปี รัฐบาลสืบทอดอำนาจก็ตั้งได้ แต่ฝ่ายที่ต่อต้านยังแข็งแกร่ง มีพลังมากขึ้นทุกที คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาก็ไม่สามารถครอบงำได้ จนโวยวายหาว่าคนรุ่นใหม่คิดไม่เป็น

จะตั้งข้อหาร้ายแรงกับฝ่ายค้าน นักวิชาการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วไง จะกวาดเข้าคุก? จะยุบพรรค? จะปลุกคนเกลียดจนรุมทำร้าย?

ทำได้หมดนั่นแหละ แต่ไม่สามารถเอาชนะทางความคิด ไม่สามารถครอบงำได้อีกต่อไป

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    1

9 ความคิดเห็น

 
ป้าพลอย
เปิดภาพสื่อนอก! หาดูยาก นักข่าวฝรั่งแฉภาพความโหด 6 ตุลา ล้อมปราบ-ฆ่านักศึกษา
 


6 ตุลา

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
ป้าพลอย

 จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    1
 
ป้าพลอย

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    2
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
ป้าพลอย

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
 
ป้าพลอย

ความจริงมันหนีไปไม่พ้นไม่ว่าจะกี่สิบปี ภาพยังมีให้เห็นตลอดเวลา

ว่าลัทธิอุบาทว์นี้ ยังไม่เลิกใช้ในยุคนี้ ยังนำมาใช้กับประชาชนใน

ประเทศอีก 

  • หลงรัก
    1
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

ไอ่ทะเห้

โมโห

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
619

ในยุคที่คนไทยถูกปิดกั้นข่าวสารและตายังไม่สว่าง  ก็จะออกมารู้แบบนี้เหละ 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
อ่างขาง


ตอนที่0.1

ใต้ถุนห้องสมุดในคืนนั้น เต็มไปด้วยเหล่านักสู้หลายสำนัก ล้วนยอดฝีมือทั้งสิ้น หัว เข็มขัดเป็นตัวบ่งชี้ที่มาของสำนักไหน

บ้องกัญชา ถูกงัดขึ้นมาตั้ง ใครเจ๋ง ใครเก่ง ใครซ่า เชิญประลองได้เลย

ริมสระน้ำ เต็มไปด้วย เสียงกลองพร้อมวงเหล้าเป็นหย่อมๆหลายสิบวง เพลงของสถาบันใครสถาบันมัน ได้ถูกงัดขึ้นมาร้องแข่งกัน

ที่ตรงนั้นเขาเรียกกันว่า”เทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ”

 แผนก คหกรรม ทำงานอย่างหนัก รถ รสพ.ทยอยกันเข้ามาคันแล้ว ข้าวสาร อาหาร ผักสดมากมายขนกันเข้ามา ตรงไปที่แผนกคหกรรม เพื่อทำอาหารเลี้ยงผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน เหล้าแดงสำหรับผู้กล้าที่เก๋าจริง กรอกกันเข้าไปในลำคอ

ทางโน่นเอาแล้ว หนุมานออกฤทธิ์

ทางนี้ก็เอาอีกแล้ว เสือร้องคำราม โฮกโฮก วุ่นวายไปหมด

จวบจนเช้ามองไปหน้าตึก อำนวยการ ตู้โค๊กนอนแอ้งแม้งอยู่ เกลื่อนไปด้วยขวดแก้วที่น้ำในขวดไม่มีแล้ว ทุกที่มีแต่ขยะ สระบัวกลายเป็นสระว่ายน้ำไปเลย  ครึกครื้นไปหมด ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอยังไม่สร่าง  ผมถูกเชิญไปที่ห้องประชุมบนอาคารตึกอำนวยการ

มีนายตำรวจท่านหนึ่งทำหน้าที่อธิบายพร้อมสั่งการพวกเรา  ที่ประชุม แจกริบบิ้นสีเหลืองให้พวกเราคนละเส้น ติดไว้ที่แขนเสื้อ แผนที่ถูกนำมากางออกมา

 “ตรงนี้คุณดูแล” แล้วชี้มือไปที่ประตูทางเข้าใหญ่ด้านท่าพระจันทร์  “เรามีตาข่ายใหญ่ปิดกั้นไม่ให้คนเข้าออก คุณเพียงมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้ใครบุกเข้าไปในธรรมศาสตร์เพิ่มอีกและอย่าให้ใครออกมา” 

หน้าที่แต่ละคนถูกแจกจ่ายกันไป ใครดูแลตรงไหนใช้วิธีการอะไร

ได้เวลาแล้วรถบรรทุกรสพ.เคลื่อนเข้ามา บนรถเต็มไปด้วยนักรบกล้าทั้งนั้น ผมนั่งไปข้างหน้าด้วยอาการงง มึนยังไม่หาย  ในใจคิด “กูไปทำอะไรกันวะนี” แต่ไม่ลืมที่จะชวนสาวนศ.แผนกคหกรรมคนหนึ่งขึ้นรถไปด้วย

นึกถึง “ไอ้เฮง”เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม  ที่บังเอิญเจอกันเมื่อคืนที่ลานโพธิ์ ผมไปฟัง นศ.ไฮปาร์ค ในใจคิดซวยแล้วเพื่อน กูจะบอกมึงได้ยังไงกันนี่ ไอ้พวกนักรบที่ไปบนหลังรถกู แม่ง ล้วนเยี่ยมยุทธ์ยอดฝีมือทั้งนั้น

รถจอดลงที่ท้องสนามหลวง ด้านหน้ามหาวิทยาลัยศิลปกร นักรบของผมยังไม่ทันได้แสดงตัวว่าผมเป็นใคร มีหน้าที่ทำอะไร มันก็กระโดลงจากรถกันหมดแล้ว ตางคนต่างโชว์อาวุธขึ้นมา ชูหรา เหมือนว่านักรบกล้ากำลังหิวกระหายใครขวางหน้าตายแน่อะไรแบบนั้น รถบรรทุกน้ำอัดลมคันหนึ่งวิ่งผ่านมาพอดี  ความเก่งกล้าของนักรบผม รถไม่ต้องจอดแต่ลังน้ำอัดลมบนนั้นล่วงลงมาเกลื่อนถนนไปหมด มิทันที่ผมจะห้ามปรามอะไร ผมตั้งสติ พร้อมขยับริบบิ้นที่แขนให้พวกมันได้มองเห็นผม ไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครสนใจผมเลย

นักข่าวฝรั่งคนหนึ่งกำลังถ่ายรูปอยู่ นักรบกล้าของผมได้มีโอกาสแสดงฝีมือเป็นครั้งแรก  ขวดน้ำอัดลมที่ร่วงมาจากรถ ถูกประเคนเข้าไปที่หัวฝรั่งนายนั่น ถึงกับทรุด ตาเหลือก เลือดเต็มไปหมด ไหลเหมือนกับไปสระผมมาแล้วยังไม่ได้เช็ดหัวให้แห้ง แต่น้ำมันเป็นสีแดงเท่านั้นเอง

ปากผมนิ่งสนิทขยับไม่ได้ มือไม้อ่อนระทวยไปหมด  เพื่อนสาวที่มาด้วยกันวิ่งไปที่ฝรั่งคนนั้นพร้อมประคองแล้วตะโกนสั่งผมด้วยความโกรธ ถอดเสื้อเธอมาเดี๋ยวนี้เลย ผมยังมึนไม่หายแต่ไม่รู้เป็นอะไร คำสั่งเธอช่างมีพลานุภาพนัก เสื้อผมยี่ห้อแอโร่ด้วยพึงใส่ได้ไมถึง10ครั้งเลย ต้องถอดให้เธอไปแล้ว เธอคนนั้นไม่ได้ถามผมเลยสักคำ ว่าผมยอมไหม เสื้อของผมก็ถูกประเคนเข้าไปในหัวฝรั่งคนนั้นแล้วเสียงตะโกนก็ดังมาอีก “ไปเรียกแท๊กซี่ซิ “ ช่วงนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นการต่อสู้ คนยังผ่านไปผ่านมาปกติ รถแท๊กซี่จึงมีวิ่งผ่านบ้าง แต่เมื่อรถจอด แล้วรู้ว่าเราจะเอาฝรั่งที่หัวเลือดโชคไปส่งรพ.เท่านั้น มันก็ไม่ว่างซักคัน จนกระทั่ง ตุ๊กๆคันหนึ่งมาจอดเองแล้วรับฝรั่งนั้นไป ยังบอกกับเราว่า “พี่พี่ไม่ต้องไปด้วยหรอกอยู่ต่อสู้ที่นี่แหละ เดี๋ยวผมไปส่งฝรั่งเอง” ก่อนออกรถยังมีเสียงดังออกมาอีก “ ฝากฆ่ามันด้วยนะพี่ เกลียดนักไอ้พวกคอมมิวนิสต์”  ผมถามว่าราคาค่ารถเท่าไร เขาก็ไม่เอาตัง คล้ายว่าเขากำลังทำดีเพื่อชาติเหมือนกัน

 
  • ว้าว!
    1
  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
อ่างขาง

ตอนที่0.1.1

 

ในยุคสมัยนั้น ผู้ชายมักจะใส่เสื้อกล้ามไว้ข้างในอีกตัวหนึ่ง  ผมจึงไม่จำเป็นต้องไปหาเสื้อใหม่ มาใส่  คงสวมเสื้อกล้ามตัวนั้นตัวเดียว

 กองทัพของผมที่ผมไม่ได้นำ ต่างคนต่างแยกย้ายกันปฏิบัติงาน ตามอำเภอใจ แล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละคน

 เริ่มจาก ปั้มน้ำมันสามทหารตรงบริเวณแยกกระทรวงกลาโหม ขวดน้ำอัดลมที่กระจัดกระจายอยู่บนท้องถนนในตอนนั้น ขวดที่ไม่แตกก็ถูกนำมากรอกน้ำมันใส่ลงไป จะเชื่อหรือไม่ว่าเหตุการณ์ในตอนนั้น ขณะเกิดเหตุ ปั้มน้ำมันไม่ได้ปิดทำการยังคงเปิดบริการให้ลูกค้าอยู่ ไม่มีรถที่ไหนไปเติม มีแต่นักรบของผมวิ่งไปเติมเข้าขวดอย่างเดียว และไม่คิดเงินค่าน้ำมันด้วย ปั้มน้ำมันสามทหารเขารักชาติจริงๆ

  ด้านในรั้วธรรมศาสตร์ด้านตรงข้ามกับท้องสนามหลวง มีรถเบนซ์เก่าๆจอดอยู่คันหนึ่ง  ทหารกล้าของผมปีนรั้วเข้าไปในนั้นทันที เสียงดังคล้ายปืน ไม่รู้ดังมาจากไหน  หรืออาจจะเป็นเสียงท่อไอเสียรถตุ๊กๆที่วิ่งผ่านก็ได้เราไม่รู้ แต่พอมีเสียงดังขึ้นเท่านั้น นักรบกล้าของผมก็แตกกระเจิง ต่างคนต่างวิ่ง ออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ส่วนไอ้คนทีโดดเข้าไปในรั้วแล้ว ก็รีบนอนหมอบในทันที คล้ายกับว่าเขาเหล่านั้นถูกฝึกมาเป็นอย่างดี

  เสียงหนึ่งดังขึ้น “ เฮ่ย พวกมันมีปืน ระวังตัวด้วย”  

  ผมหันไปมองเจ้าของเสียงนั้นด้วยความสงสัย ในใจคิด”ใครวะ มาแย่งตำแหน่งหัวหน้าเราซะแล้ว” โดยไม่ได้เฉลียวใจซักนิด ว่าคนกลุ่มนี้แท้จริงไม่ใช่พวก นักเรียนอาชีวะ ที่เมื่อคืนมาชุมนุมกันอยู่ที่เทคนิคกรุงเทพฯเลย แท้จริงมันคนละชุดกัน(แล้วจะเล่าให้ฟังในตอนหลังว่า เกิดอะไรขึ้น นักรบพวกนี้มาจากไหน) ส่วนคนข้างในที่ปีนรั้วเข้าไปแล้ว ส่งสัญญาณออกมาด้วยการชูมือขึ้น ขณะที่ตัวยังนอนราบอยู่กับพื้น “อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา” แล้วก็ทำมือให้ทุกคนถอยออกไป( ใครที่เคยไปธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สังเกตดู รั้วด้านตรงข้ามกับสนามหลวงจะเป็นรั้วเหล็กโปร่ง สามารถมองเข้าไปเห็นข้างในได้ มีเพียงรั้วทึบสูงจากพื้นดินประมาณ50ซ.ม. เท่านั้น ที่มองไม่เห็น)

  ผมคิดในใจ พวกนี้คงเป็นนักเรียน ร.ด.แน่เลย เก่งจริงๆฝึกกันมาอย่างดี มิเสียแรงที่เรามีทหารช่วยฝึกสอนให้ ถึงได้รอบรู้วิธีการดี ถึงเวลาก็มาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

เราทุกคนที่ยืนอยู่ภายนอก มีทั้งประชาชนทั่วไปและเหล่านักรบกล้า มองไปที่จอดรถเบนซ์คันนั้น ก้นกระดึบกระดึบ มันค่อยๆคลานไปทีละน้อยๆ  ขณะนั้นเสมือนว่าเราตกอยู่ในภวังค์กันทุกคนเงียบสงบนิ่งแทบไม่ได้หายใจ เกรงว่านักรบที่เข้าไปนั้นจะโดนยิงออกมา

   ซัก5นาทีได้ เวลาช่างนานแสนนาน แล้วก็มีเสียงวิทยุดังขึ้นที่เอวของชายคนหนึ่งที่ยืนปะปนอยู่กับฝูงชน เสียง ว.นั้นเบามากแต่เราก็ได้ยินเพราะมันเงียบ “น้ำมันเอามาส่งให้หน่อย” ไม่ต้องมีคำพูดไดออกมาแล้ว ชายอีกคนหนึ่งก็คว้า ขวดน้ำมันที่ไปเอามาจากปั๊มเมื่อสักครู่นี้ วิ่งปรื้อเอาไปส่งให้ หมอบๆๆ ชายคนที่มีวิทยุสั่งให้พวกเราหมอบ ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายทุกคนหมอบลงกับพื้นหมด ในตอนนั้น สัก สองสามนาทีได้ก็มีแสงไฟลุกโชนจากรถเบนซ์คันดังกล่าว

    เหมือนชนะสงคราม เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้อง เมื่อเราได้เผารถแล้ว แล้วก็ตามด้วยนักรบกล้าของเราปีนรั้วตามเข้าไปอีกฝูง รอบตึกบริเวณนั้น โดยเฉพาะมุมตึก ได้พยายามเผา ไฟลุกแล้วดับ แบบนี้หลายครั้งแต่ไฟก็ไม่ติดสักทีเพราะเราไม่มีเชื้อไฟพอที่จะทำให้ไฟติดได้ แค่น้ำมันเบนซินเฉยๆไม่เพียงพอ

    เสียงปืนจากไหนก็ไม่รู้ดังขึ้นหลายนัด มีคนเห็นว่ายิงมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร มันแปลกแต่จริง ไม่มีคนวิ่งหนีอีกแล้ว มีแต่คนยืนมองเฉยๆ มีคนข้างๆที่เป็นประชาชนที่ไม่ได้เป็นนักรบ ได้ถามผมว่า “จะทำยังไงดีละน้อง มันยิงเรากันแล้วนะ” ผมเพิ่งนึกได้ผมเองก็คือนักรบกล้าคนหนึ่งเหมือนกัน และยังมีเลือดติดเต็มอยู่ที่เสื้อ แบบนี้มันเท่น่าดู  ตั้งสติได้ เลยวางมาดเล็กน้อย แล้วตอบไปว่า “เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินของเราครับ ตายเป็นตาย เราถอยไม่ได้ มันยิงเราได้ไม่หมดทุกคนหรอกครับ ที่เหลือเราจะบุกขยี้มันเอง” พูดแล้ว โก้ น่าดูนะเรา (ในใจคิด)

  เสียงตื่นเต้นนั้นหายไปแล้วทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ หันกลับไปดูในรั้วธรรมศาสตร์ นักรบกล้าเราหายไปหมด  ผมหันไปที่ชายคนที่มี ว.ในเอวก็หาไม่เจอ ผมคิดในใจไปไหนกันหว่าทั้งหมดเลย “เราละทิ้งหน้าที่หรือนี่”ในใจคิด ยังดีที่มีเพื่อนสาวยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ สบตาเราเหมือนบอกว่าเราทำดีที่สุดแล้วอะไรปานนั้น

   “แล้วจะเอาไงดี”ผมถามเพื่อนสาว  ได้โอกาส คว้ามือเธอแล้วเดินข้ามถนนไปที่อีกฟากหนึ่ง เดินลัดเลาะไป เพื่อไปทำหน้าที่ดูแลประตูทางเข้าออก ด้านท่าพระจันทร์ เราต้องเดินช้ามากเพราะในสมัยนั้นนักศึกษาสตรีจะใส่ส้นตึกกัน ( คำว่าส้นตึกหมายถึง รองเท้า ที่ทำพื้นหนาหนา จนตัวคนใส่เหมือนเดินอยู่บนตึก) กว่าเราสองคนจะเดินไปถึง ประตูทั้งสองบานใหญ่ก็พังทลายลงมาแล้ว ไม่รู้ด้วยเหตุอะไร แต่ที่แน่แน่ มีคนมาทำงานทำหน้าที่แทนเราแล้ว

 เสียงดังกึกก้อง “เราเผาโดมสำเร็จแล้ว”  

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0